ภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อม (Cervical Spondylosis) คือความเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกที่อยู่ระหว่างข้อกระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Spine) ซึ่งมี 7 ชิ้น หมอนรองกระดูกเหล่านี้ทำหน้าที่คอยรับแรงกระแทกและช่วยให้คอเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เมื่อเสื่อมสภาพ หมอนรองกระดูกจะเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น แฟบลง หรือมีการปลิ้นของไส้หมอนรองกระดูกออกมา ซึ่งอาจทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลังได้ แต่อาการปวดคอเป็นปัญหาที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การปวดตึงกล้ามเนื้อเล็กน้อยไปจนถึงอาการปวดรุนแรงจนหันคอแทบไม่ได้ แต่จะทราบได้อย่างไร ว่าอาการปวดคอแบบไหนเป็นเพียงอาการกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา และปวดคอแบบไหนเป็นสัญญาณของหมอนรองกระดูกคอเสื่อม บทความนี้มีคำตอบ
สาเหตุของหมอนรองกระดูกคอเสื่อม
ภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เสื่อมง่าย มีดังนี้
ความเสื่อมตามวัย
เมื่อเรามีอายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกซึ่งมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักจะเริ่มสูญเสียความชุ่มชื้นและแห้งลง ทำให้ความยืดหยุ่นลดน้อยลง ส่งผลให้หมอนรองกระดูกแฟบแบนลงและรับแรงกระแทกได้ไม่ดีเท่าเดิม ทำให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อม โดยมักพบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันเกิดขึ้นในคนที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ
พฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อคอ
พฤติกรรมการใช้ชีวิตกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญ ที่ทำให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมก่อนวัยอันควร การใช้งานคอในท่าทางที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะเพิ่มแรงกดดันมหาศาลต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ
- Office Syndrome การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น การยื่นศีรษะไปข้างหน้า ทำให้กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ต้องทำงานหนักเพื่อพยุงศีรษะที่หนักประมาณ 4-5 กิโลกรัมไว้ตลอดเวลา แรงกดนี้จะถูกส่งตรงไปยังหมอนรองกระดูกคอ ทำให้เกิดการสึกหรอและนำไปสู่ภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมได้
- Text Neck การก้มหน้าเล่นสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน ถือเป็นพฤติกรรมที่ทำร้ายคออย่างรุนแรงการก้มคอเพียง 15 องศา จะเพิ่มน้ำหนักที่คอต้องรับถึง 12 กิโลกรัม และหากก้มถึง 60 องศา น้ำหนักจะเพิ่มเป็นเกือบ 27 กิโลกรัม แรงกดเหล่านี้เร่งให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมได้อย่างรวดเร็ว
- การนอนหนุนหมอนที่ไม่เหมาะสม หากหนุนหมอนที่ใช้สูงหรือต่ำเกินไป หรือหมอนนุ่ม/แข็งจนไม่รองรับสรีระส่วนโค้งของคอ จะทำให้คออยู่ในท่าทางที่ไม่เป็นธรรมชาติตลอดทั้งคืน ส่งผลให้เกิดแรงกดต่อหมอนรองกระดูกคอเสื่อมและอักเสบได้
อุบัติเหตุและการบาดเจ็บ
การได้รับบาดเจ็บบริเวณคอโดยตรง เช่น จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ การตกจากที่สูง หรือการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงต่อหมอนรองกระดูกคอได้ทันที อุบัติเหตุเหล่านี้อาจทำให้หมอนรองกระดูกแตกหรือปลิ้นออกมา และแม้ว่าอาการบาดเจ็บจะหายดีแล้ว แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจเร่งกระบวนการเสื่อมในอนาคตได้
สัญญาณเตือนของหมอนรองกระดูกคอเสื่อมที่ต้องสังเกต

- ระยะเริ่มต้น จะมีอาการปวดคอ บ่า ไหล่เรื้อรัง ในระยะแรกอาการมักจะไม่รุนแรง แต่เป็น ๆ หาย ๆ และเรื้อรัง อาการปวดมักจะเป็นลักษณะปวดตึง ปวดลึก ๆ หรือปวดเมื่อย อาจมีอาการคอแข็ง ตึง หันคอลำบาก โดยเฉพาะในตอนเช้าหลังตื่นนอน หรือหลังจากนั่งทำงานในท่าเดิมนาน ๆ หากได้พักผ่อนหรือการนวดก็จะดีขึ้น แต่ก็จะกลับมาเป็นอีกเมื่อกลับไปใช้พฤติกรรมเดิม ๆ
- ระยะกดทับเส้นประสาท (Cervical Radiculopathy) สัญญาณที่ชัดเจนว่าหมอนรองกระดูกคอเสื่อมเริ่มรุนแรงขึ้น เมื่อหมอนรองกระดูกที่เสื่อมหรือปลิ้นออกมาเริ่มเบียดหรือกดทับรากประสาทที่แตกแขนงออกมาจากกระดูกคอ อาการปวดจะไม่จำกัดอยู่แค่ที่คออีกต่อไป แต่จะมีลักษณะ ปวดร้าวลงไปยังส่วนอื่น ๆ ตามแนวที่เส้นประสาทนั้นเลี้ยงอยู่ เช่น ปวดร้าวลงไหล่ หรือ สะบัก ปวดร้าวลงแขน ศอก
- ระยะกดทับไขสันหลัง (Cervical Myelopathy) คือภาวะที่อันตรายที่สุดของหมอนรองกระดูกคอเสื่อม เกิดจากความเสื่อมไปกดทับไขสันหลัง ซึ่งเป็นศูนย์รวมเส้นประสาทขนาดใหญ่ อาการจะไม่ใช่แค่การปวดหรือชาที่แขน แต่จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย ได้แก่ เดินเซ ทรงตัวลำบาก ขาแข็งเกร็ง ก้าวขาไม่ออก ลายมือเปลี่ยนไป
- ระยะรุนแรง มีปัญหากับระบบควบคุมการขับถ่าย ในกรณีที่การกดทับไขสันหลังรุนแรงมาก อาจส่งผลกระทบต่อการควบคุมระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ เช่น กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปัสสาวะไม่ออก ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบผ่าตัดแก้ไขโดยด่วน
การบรรเทาหมอนรองกระดูกคอเสื่อม อาการปวดเบื้องต้น
เมื่อมีอาการปวดคอจากภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมในระยะเริ่มต้น หรืออาการปวดตึงกล้ามเนื้อทั่วไป การบรรเทาอาการปวดเบื้องต้นสามารถช่วยให้รู้สึกสบายขึ้นได้ หนึ่งในวิธีที่ได้ผลดีคือการใช้ความร้อนบำบัด การประคบร้อนจะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็งบริเวณคอและบ่า สามารถใช้แผ่นประคบร้อนไฟฟ้า เอ็กซ์เตอร์ เทอร์โมแพด (Exeter ThermoPad) ซึ่งให้ความร้อนที่คงที่ ผู้ใช้สามารถปรับความร้อนได้ โดยหากต้องการให้ร้อนเร็วขึ้น ให้หมุนสวิตซ์ไปที่ตําแหน่ง “HIGH” ประมาณ 5-10 นาที แล้วหมุนสวิตซ์กลับไปที่ตําแหน่ง “LOW” หากต้องการให้ความร้อนค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ให้ปรับสวิตซ์ไปที่ตําแหน่ง “LOW” ตั้งแต่เริ่มต้น แต่ละครั้งควรใช้งานประมาณ 30 นาที ควบคู่ไปกับการพักผ่อนและหลีกเลี่ยงท่าทางที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวด ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้
การรักษาหมอนรองกระดูกคอเสื่อมแบบไม่ผ่าตัด

หมอนรองกระดูกคอเสื่อมส่วนใหญ่ประมาณ 80-90% สามารถมีอาการดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบประคับประคอง โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ซึ่งมีหลายวิธีดังนี้
การปรับพฤติกรรมและท่าทาง
การปรับพฤติกรรมและท่าทางเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุ แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดจะแนะนำให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน (Ergonomics) ให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตา เก้าอี้มีพนักพิงรองรับคอและหลัง การพักยืดเหยียดคอและบ่าทุก ๆ 1 ชั่วโมง และการลดเวลาการก้มหน้าใช้สมาร์ตโฟน
การทำกายภาพบำบัดและออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอ
นักกายภาพบำบัดจะมีบทบาทสำคัญในการรักษาหมอนรองกระดูกคอเสื่อม โดยอาจใช้เครื่องมือช่วยลดปวด เพื่อลดการอักเสบและการกดทับเส้นประสาท นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือการสอนท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอชั้นลึกและกล้ามเนื้อรอบสะบัก เพื่อให้โครงสร้างกล้ามเนื้อกลับมาช่วยพยุงกระดูกคอ
การรับประทานยา
แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ ซึ่งยาที่ใช้บ่อย ได้แก่
- ยาแก้ปวด
- ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท
- ยาคลายกล้ามเนื้อ ในกรณีที่มีอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อคอร่วมด้วย
- ยารักษาอาการปวดจากเส้นประสาท ในกรณีที่มีอาการปวดร้าวหรือชาลงแขน
การรักษาทางเลือก เช่น การฉีดยาเข้าโพรงประสาท
ในกรณีที่ผู้ป่วยหมอนรองกระดูกคอเสื่อมมีอาการปวดรุนแรง ร้าวลงแขน และไม่ตอบสนองต่อการรับประทานยาหรือกายภาพบำบัด แพทย์อาจพิจารณาการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทส่วนคอ (Cervical Epidural Steroid Injection) โดยการฉีดยาเข้าไปใกล้ ๆ กับเส้นประสาทที่ถูกกดทับ เพื่อลดการอักเสบและบวมของเส้นประสาทโดยตรง ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดร้าวได้
รักษาหมอนรองกระดูกคอเสื่อมด้วยการผ่าตัด
เมื่ออาการรุนแรงขึ้น และร่างกายไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดหมอนรองกระดูกคอเสื่อมในปัจจุบันมีเทคนิคที่ทันสมัย แผลเล็ก เช่น การผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกส่วนที่กดทับออกและเชื่อมข้อกระดูก (ACDF) หรือการผ่าตัดเปลี่ยนหมอนรองกระดูกเทียม (Artificial Disc Replacement)
สรุปบทความปรับพฤติกรรมวันนี้ เพื่อป้องกันหมอนรองกระดูกคอเสื่อม
อาการปวดคอที่เป็นสัญญาณเตือนของภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อม มักไม่ใช่การปวดเมื่อยธรรมดา แต่เป็นอาการปวดเรื้อรัง ปวดร้าวลงแขน หรือมีอาการชาและอ่อนแรงร่วมด้วย แม้ว่าหมอนรองกระดูกคอเสื่อมจะเป็นส่วนหนึ่งของความเสื่อมตามวัย แต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเราเป็นตัวเร่งที่สำคัญ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เสียงกร๊อบแกร๊บที่คอ คือหมอนรองกระดูกคอเสื่อมใช่ไหม?
เสียงกร๊อบแกร๊บที่คอไม่ใช่อาการของหมอนรองกระดูกคอเสื่อมเสมอไป เสียงกร๊อบแกร๊บในคอส่วนใหญ่มักเกิดจากการเสียดสีของเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ หรืออาจเกิดจากฟองอากาศในน้ำไขข้อ หากมีแค่เสียงแต่ไม่มีอาการปวดหรือชา ก็ไม่ถือว่าอันตราย อย่างไรก็ตาม หากเสียงดังร่วมกับอาการปวด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
หมอนรองกระดูกคอเสื่อมสามารถหายขาดได้หรือไม่?
ภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมเป็นอาการที่เกิดขึ้นตามวัย ไม่สามารถรักษาให้หายขาด กลับไปเหมือนเดิมได้ แต่การรักษาที่ถูกต้องสามารถควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่มีอาการปวดรบกวน โดยเฉพาะเมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ควรเลือกหมอนแบบไหนนอน?
ควรเลือกหมอนที่รองรับส่วนโค้งตามธรรมชาติของกระดูกคอ (Cervical Lordosis) เมื่อนอนหงาย หมอนไม่ควรสูงหรือต่ำเกินไปจนคอก้มหรือเงย และเมื่อนอนตะแคง หมอนควรมีความสูงที่ทำให้คอและกระดูกสันหลังอยู่ในแนวตรง ไม่บิดงอ การเลือกหมอนที่เหมาะสมจะช่วยลดแรงกดดันต่อ หมอนรองกระดูกคอเสื่อมในขณะนอนหลับ
การนวดหรือจัดกระดูก ช่วยรักษาได้หรือไม่?
การนวดสามารถช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็งรอบ ๆ คอและบ่าได้ดี ช่วยบรรเทาอาการปวดตึงในระยะเริ่มต้น แต่ไม่ได้รักษาที่ตัวหมอนรองกระดูกคอเสื่อมโดยตรง ส่วนการจัดกระดูก (Chiropractic) ควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองเท่านั้น และต้องระมัดระวังอย่างสูงในผู้ป่วยที่มีภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมที่มีการกดทับเส้นประสาทรุนแรง
ถ้าไม่รักษาจะอันตรายแค่ไหน?
หากปล่อยทิ้งไว้ ภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมสามารถลุกลามได้ จากแค่ปวดคอ อาจกลายเป็นการกดทับเส้นประสาท ทำให้แขนชา อ่อนแรง และในกรณีที่แย่ที่สุดคือการกดทับไขสันหลัง ซึ่งอาจนำไปสู่การเดินไม่ได้ หรือพิการ ดังนั้น ไม่ควรเพิกเฉยต่ออาการปวดคอเรื้อรัง



