ในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย โดยเฉพาะฤดูฝนและฤดูหนาว โรคที่มักจะกลับมาแพร่ระบาดและสร้างความกังวลให้หลายครอบครัวคงหนีไม่พ้นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงและสามารถกลายพันธุ์ได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการ สาเหตุ และแนวทางการรักษาอย่างถูกต้อง จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาที่เจ็บป่วยไปได้อย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ทำความรู้จัก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (Influenza A)
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza ชนิด A ซึ่งที่พบได้บ่อยคือชนิด H1N1 และ H3N2 เชื้อชนิดนี้มีความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์และพันธุกรรมได้ตลอดเวลา ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในคนได้ทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจเอาละอองฝอยจากการไอจาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยที่ปนเปื้อนตามสิ่งของต่าง ๆ แล้วนำมาสัมผัสใบหน้า
อาการไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เป็นอย่างไร
หากเราได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เข้าไปในร่างกาย มักจะเริ่มแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 1-3 วัน โดยอาการส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ดังนี้
- มีไข้สูงลอย มากกว่า 38 องศาเซลเซียส และมีอาการหนาวสั่น
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ
- มีอาการไอแห้ง ๆ หรืออาจมีเสมหะในบางราย
- คัดจมูก น้ำมูกไหล และเจ็บคอ
- รู้สึกอ่อนเพลียอย่างมากและเบื่ออาหาร
- ในบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กที่จะมีอาการชัด
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร

แม้จะไข้หวัดสายพันธุ์ A และไข้หวัดธรรมดาจะมีอาการทางระบบทางเดินหายใจคล้ายกัน แต่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาตรงที่ความรุนแรงและความรวดเร็วของการเกิดโรค ไข้หวัดธรรมดามักมีอาการค่อยเป็นค่อยไป ไข้ไม่สูง และหายได้เองภายในไม่กี่วัน แต่สายพันธุ์ A จะอาการจะรุนแรงกว่ามาก ไข้จะขึ้นสูงทันทีทันใด ปวดเมื่อยตัวจนแทบไม่อยากลุกจากเตียง และหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอาจใช้เวลานานกว่า 7-10 วันกว่าจะหายดี
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A อันตรายไหม
ความอันตรายของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A อยู่ที่ความสามารถในการทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจและเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายอย่างรวดเร็ว สำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรงอาจดูเหมือนไม่รุนแรงนัก แต่สำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เชื้ออาจลุกลามจนทำให้ระบบหายใจล้มเหลว หรือส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและสมอง ซึ่งถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อลดโอกาสเสียชีวิต
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A
ภาวะแทรกซ้อนที่น่ากังวล เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A คือโรคปอดอักเสบหรือปอดบวม ซึ่งเกิดจากการที่เชื้อไวรัสลงสู่ปอดหรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังอาจพบอาการหูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือในรายที่รุนแรงอาจเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และภาวะชักจากไข้สูงในเด็กเล็ก การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องจำเป็น หากมีอาการหายใจหอบเหนื่อยหรือซึมลงต้องรีบพบแพทย์ทันที
วิธีรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A รักษายังไงให้หายไว
การรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A จะเน้นไปที่การยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสในร่างกายร่วมกับการประคับประคองอาการเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้
การรักษาตามอาการและดูแลตัวเองที่บ้าน
สำหรับการรักษาเบื้องต้นควรรับประทานยาลดไข้กลุ่มพาราเซตามอล (หลีกเลี่ยงแอสไพริน) เช็ดตัวลดไข้เป็นระยะ ดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากอาการไข้ และที่สำคัญคือต้องพักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่ในการต่อสู้กับเชื้อ จนกว่าไข้จะลดลงและอาการดีขึ้น
การใช้ยาต้านไวรัส (Oseltamivir)
ในกรณีที่อาการรุนแรงหรือเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส ที่ช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อในร่างกาย ยานี้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดหากได้รับภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการ จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดระยะเวลาการเจ็บป่วยให้สั้นลง และลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้
วิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A

การป้องกันไม่ให้ตนเองและคนในครอบครัวติดเชื้อเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสุขภาพในระยะยาว ซึ่งสามารถทำได้ผ่านวิธีดังต่อไปนี้
การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์
วิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์อยู่เสมอ วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์จะช่วยครอบคลุมทั้งไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A สองชนิด (H1N1, H3N2) และสายพันธุ์ B อีกสองชนิด ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและลดความรุนแรงของอาการหากเกิดการเจ็บป่วยขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุควรได้รับวัคซีนอย่างต่อเนื่อง
การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล
เราสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการหมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในที่ชุมชนหรือเมื่อใกล้ชิดผู้ป่วย นอกจากนี้ไม่ควรใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ หรือช้อนกลาง และควรหมั่นทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วม เพื่อทำลายเชื้อที่อาจตกค้างอยู่
SAMH ขอแนะนำ เมื่อป่วยควรเช็กอุณหภูมิร่างกายเสมอ เพื่อเฝ้าระวังอาการ
การเฝ้าระวังอุณหภูมิร่างกายเป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อสงสัยว่าติดเชื้อ การรู้ระดับความร้อนของร่างกายจะช่วยให้เราประเมินความรุนแรงของโรคได้ทันที หากไข้สูงลอยและไม่ลดลงหลังรับประทานยา อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ SAMH จึงขอแนะนำให้มีปรอทวัดไข้ติดบ้านไว้ ซึ่ง SAMH เรามีปรอทวัดไข้คุณภาพสูงหลายประเภท ทั้งแบบดิจิทัลที่อ่านผลง่าย แบบยิงหน้าผากที่ไม่ต้องสัมผัสตัว และแบบอินฟราเรด เพื่อการเฝ้าระวังอาการได้อย่างแม่นยำ
สรุปบทความไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด หากรู้วิธีป้องกันและรักษา
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แม้จะเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายและมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป แต่เราสามารถรับมือได้ด้วยการมีสติและดูแลสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด การฉีดวัคซีนป้องกันประจำปีและการเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดเมื่อป่วยจะช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายได้มาก หากเราเข้าใจไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ถูกต้อง โรคนี้ก็จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวสำหรับเราและคนที่เรารักอีกต่อไป
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A กับ สายพันธุ์ B ต่างกันอย่างไร?
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มักมีความรุนแรงมากกว่า สามารถแพร่ระบาดได้กว้างขวางและกลายพันธุ์ได้เร็ว ส่วนสายพันธุ์ B มักระบาดตามฤดูกาลและมีความรุนแรงน้อยกว่าเล็กน้อย แต่อาการโดยรวมจะคล้ายคลึงกัน
เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แล้ว กลับมาเป็นซ้ำได้อีกหรือไม่?
หากเคยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แล้ว สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก เนื่องจากเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ A มีหลายสายพันธุ์ย่อยและมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ทำให้ภูมิคุ้มกันเดิมที่เคยมีอาจป้องกันเชื้อตัวใหม่ไม่ได้ 100%
หากติดเชื้อ ต้องหยุดเรียนหรือหยุดงานกี่วัน?
เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ควรหยุดพักอย่างน้อย 5-7 วัน หรือจนกว่าจะไม่มีไข้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ



