ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ รู้จักสาเหตุและอาการ ของภาวะอันตรายที่คุณแม่ท้องต้องหมั่นเช็ก

ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่เปราะบางและต้องการการดูแลใส่ใจเป็นพิเศษ หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยและสร้างความกังวลใจให้กับคุณแม่ท้องคือปัญหาเรื่องความดันโลหิต ซึ่งหากปล่อยปละละเลยอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ หากมีปัญหาความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า ความดันสูงขณะตั้งครรภ์ทำให้เกิดความเสี่ยงต่าง ๆ ตามมาได้ การเข้าใจถึงกลไก สาเหตุ และแนวทางการรับมืออย่างถูกวิธีจะช่วยให้เราดูแลตัวเองได้อย่างถูกวิธี

ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ คืออะไร?

ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ คือ สภาวะที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีค่าความดันโลหิตจากการวัดอย่างน้อย 2 ครั้ง (ห่างกัน 6 ชั่วโมง) ได้ค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป โดยภาวะนี้มักเริ่มแสดงอาการให้เห็นชัดเจนเมื่ออายุครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 20 เป็นต้นไป ถือเป็นสัญญาณเตือนทางสุขภาพที่บ่งบอกว่าระบบไหลเวียนโลหิตของแม่กำลังทำงานหนักผิดปกติ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อหลอดเลือดและการส่งผ่านสารอาหารไปยังทารก หากเราตรวจพบความดันสูงขณะตั้งครรภ์ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ

4 ประเภทของความดันสูงขณะตั้งครรภ์

ทางการแพทย์ได้จำแนกประเภทของความดันโลหิตสูงในช่วงตั้งครรภ์ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ตามระยะเวลาที่เกิดอาการและความรุนแรงของโรค ดังนี้

1. ภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรัง (Chronic Hypertension)

ภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรัง คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีความดันโลหิตสูงขึ้นก่อนอายุครรภ์จะครบ 20 สัปดาห์ หรือในบางรายอาจเป็นโรคความดันโลหิตสูงมาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์แล้วแต่ไม่เคยตรวจพบมาก่อน ลักษณะเด่นของกลุ่มนี้คือแม้จะคลอดบุตรไปแล้ว ความดันโลหิตก็มักจะไม่ลดลงสู่ระดับปกติภายใน 12 สัปดาห์หลังคลอด ทำให้ต้องใช้ยาควบคุมความดันต่อเนื่อง ถือเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวมากกว่ากลุ่มอื่น เพราะหลอดเลือดอาจได้รับผลกระทบมาเป็นเวลานาน

2. ภาวะความดันโลหิตสูงเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ (Gestational Hypertension)

ภาวะความดันโลหิตสูงเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ คือความดันสูงขณะตั้งครรภ์เมื่ออายุครรภ์เกิน 20 สัปดาห์ไปแล้ว โดยที่ไม่มีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะและไม่มีอาการผิดปกติทางระบบประสาทอื่น ๆ ร่วมด้วย ถือเป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด ความโชคดีของกลุ่มนี้คือ โดยส่วนใหญ่ค่าความดันโลหิตจะค่อย ๆ ปรับลดลงและกลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติได้เองภายใน 12 สัปดาห์หลังคลอด แต่เราก็ยังต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพราะมีโอกาสพัฒนาไปเป็นครรภ์เป็นพิษได้หากดูแลไม่ดี

3. ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia)

ภาวะครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะอันตรายมากที่เกิดจากความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตจะสูงร่วมกับการตรวจเจอโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือมีค่าการทำงานของตับและไตผิดปกติ ภาวะนี้ส่งผลกระทบต่ออวัยวะหลายระบบในร่างกาย ทั้งระบบประสาท เลือด และรก ทำให้ทารกได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ หากเราปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตทั้งแม่และลูก จึงเป็นสาเหตุหลักที่แพทย์ต้องนัดตรวจถี่ขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้าย

4. ภาวะครรภ์เป็นพิษที่รุนแรงถึงขั้นชัก (Eclampsia)

ภาวะครรภ์เป็นพิษที่รุนแรงถึงขั้นพัฒนามาจากภาวะครรภ์เป็นพิษที่ไม่ได้รับการควบคุม ผู้ป่วยจะมีอาการ ความดันสูงขณะตั้งครรภ์ อย่างรุนแรงจนส่งผลให้เกิดอาการชักเกร็ง หรือหมดสติ เป็นภาวะวิกฤตฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องทำคลอดทันทีเพื่อรักษาชีวิตของแม่ไว้ เพราะหากปล่อยให้ชักต่อเนื่อง อาจเกิดเลือดออกในสมองและเสียชีวิตได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณแม่มีความดันสูง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณแม่มีค

ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ทุกคนอาจมีภาวะความดันสูงได้ทุกคน แต่สถิติทางการแพทย์บ่งชี้ว่ามีปัจจัยบางอย่างที่กระตุ้นให้เกิดความเสี่ยงสูงกว่าปกติ

ระบุเรื่องอายุแม่มากกว่า 35 ปี

อายุของมารดามีผลโดยตรงต่อความแข็งแรงของหลอดเลือด สตรีที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าคุณแม่วัยสาว เนื่องจากสภาพความยืดหยุ่นของหลอดเลือดเริ่มลดลงตามวัย ประกอบกับระบบเผาผลาญและการทำงานของไตอาจเริ่มเสื่อมถอย ทำให้ร่างกายปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ครรภ์แฝด

การตั้งครรภ์แฝดทำให้ร่างกายของแม่ต้องทำงานหนักเป็นสองเท่า ทั้งหัวใจที่ต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้นและรกที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเลี้ยงทารกมากกว่าหนึ่งคน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์พุ่งสูงขึ้นและเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะความดันสูงขณะตั้งครรภ์ ได้ง่ายกว่าครรภ์เดี่ยวถึง 2-3 เท่า ดังนั้น หากเราตรวจพบว่าเป็นครรภ์แฝด ควรติดตามระดับความดันโลหิตอย่างใกล้ชิด

โรคประจำตัวเดิม

แม่ที่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคไต โรคอ้วน หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของการเกิดความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ เพราะโรคเหล่านี้มีผลต่อหลอดเลือดและการทำงานของไตโดยตรง เมื่อมีการตั้งครรภ์มาเป็นปัจจัยกระตุ้นเพิ่มเติม ระบบร่างกายที่ไม่สมบูรณ์อยู่แล้วจึงเสียสมดุลได้ง่าย ส่งผลให้ค่าความดันพุ่งสูงขึ้น เราจึงจำเป็นต้องแจ้งประวัติการเจ็บป่วยให้แพทย์ทราบอย่างละเอียดตั้งแต่วันแรกที่ไปฝากครรภ์

สัญญาณเตือนอันตรายที่คุณแม่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

บ่อยครั้งที่ความดันสูงขณะตั้งครรภ์ในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ ทำให้แม่หลายคนชะล่าใจ แต่เมื่อโรคเริ่มรุนแรง ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนออกมา หากเราสังเกตพบอาการผิดปกติเหล่านี้ ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด 

อาการทางร่างกายที่บ่งบอกว่าความดันเริ่มรุนแรง

สัญญาณอันตรายทางร่างกายที่บ่งบอกว่าความดันโลหิตสูงกำลังเข้าขั้นวิกฤต ได้แก่ 

  • อาการปวดศีรษะรุนแรงโดยเฉพาะบริเวณท้ายทอยหรือหน้าผากและกินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น 
  • ตาพร่ามัว มองเห็นแสงวิบวับ หรือเห็นจุดดำลอยไปมา 
  • มีอาการจุกแน่นลิ้นปี่หรือเจ็บชายโครงขวา (เกิดจากตับบวม) 
  • อาการบวมที่ผิดปกติ เช่น หน้าบวม มือบวม หรือเท้าบวมแบบกดแล้วบุ๋มไม่คืนตัว

สัญญาณความผิดปกติจากลูกน้อยในครรภ์

นอกจากอาการของแม่แล้ว ทารกในครรภ์ก็จะได้รับผลกระทบจากความดันสูงขณะตั้งครรภ์ด้วยเช่นกัน หากเราสังเกตว่าลูกดิ้นน้อยลงอย่างผิดสังเกต (น้อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน) หรือหยุดดิ้นไปเลยเป็นเวลานาน นั่นอาจแปลว่าทารกกำลังขาดออกซิเจนเนื่องจากหลอดเลือดหดตัวจนเลือดไปเลี้ยงมดลูกไม่พอ การนับลูกดิ้นจึงเป็นหน้าที่สำคัญของคุณแม่ทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะความดันสูง เพื่อประเมินสุขภาพของลูกน้อยเบื้องต้นในทุก ๆ วัน

อันตรายของความดันโลหิตสูงต่อคุณแม่และทารกในครรภ์

อันตรายของความดันโลหิตสูงช่วงตั้งครรภ์

ผลกระทบของความดันโลหิตสูงในช่วงตั้งครรภ์ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะส่งผลเสียทั้งระบบร่างกายของแม่และพัฒนาการของทารก หากปล่อยให้ความดันสูงต่อเนื่องโดยไม่ควบคุม ความเสี่ยงไม่ได้มีแค่การคลอดก่อนกำหนด

รกลอกตัวก่อนกำหนด

ภาวะความดันสูงขณะตั้งครรภ์ทำให้หลอดเลือดที่เชื่อมต่อระหว่างมดลูกกับรกเกิดการตีบตันหรือเปราะบาง ส่งผลให้รกซึ่งเป็นท่อส่งอาหารและออกซิเจนให้ลูกเกิดการลอกตัวออกจากผนังมดลูกก่อนกำหนด ภาวะนี้ทำให้เกิดเลือดออกในมดลูกอย่างรุนแรง ทารกจะขาดอากาศหายใจทันที และแม่จะเสียเลือดมากจนอาจเกิดภาวะช็อก เป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่ต้องผ่าตัดคลอดด่วนเพื่อช่วยชีวิตทั้งแม่และเด็ก

ภาวะน้ำคร่ำน้อย

เมื่อมีความดันโลหิตสูง เลือดที่ไหลเวียนผ่านรกไปเลี้ยงทารกจะลดลง ส่งผลให้ทารกได้รับสารน้ำและสารอาหารไม่เพียงพอ ทำให้ทารกในครรภ์เติบโตช้า (IUGR) และขับปัสสาวะออกมาน้อยลง ซึ่งปัสสาวะของทารกคือส่วนประกอบหลักของน้ำคร่ำ เมื่อปัสสาวะน้อย น้ำคร่ำก็จะน้อยตามไปด้วย หากคุณแม่มีน้ำคร่ำน้อยจะเพิ่มความเสี่ยงที่สายสะดือจะถูกกดทับ ทำให้ทารกขาดออกซิเจนและเสียชีวิตในครรภ์ได้ เราจึงต้องอัลตราซาวนด์ติดตามปริมาณน้ำคร่ำอย่างสม่ำเสมอ

ความเสี่ยงต่อชีวิต (หากไม่ได้รับการรักษา)

หากคุณแม่ความดันโลหิตสูงแต่ไม่เข้ารับการรักษา จนพัฒนาไปสู่ระยะ Eclampsia หรือครรภ์เป็นพิษระยะชัก คุณแม่อาจมีเลือดออกในสมอง ไตวายเฉียบพลัน ตับแตก หรือน้ำท่วมปอด ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ส่วนทารกก็มีโอกาสเสียชีวิตในครรภ์สูงมาก การรักษาและควบคุมความดันจึงช่วยให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยปลอดภัย

วิธีป้องกันภาวะแทรกซ้อน

แม้เราอาจจะไม่สามารถป้องกันการเกิดความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ได้ 100% ในบางกรณี แต่เราสามารถลดความรุนแรงและป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการพักผ่อน

การคุมความดันสูงขณะตั้งครรภ์คือการลดปัจจัยกระตุ้น เราควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงต่อวัน หลีกเลี่ยงความเครียดที่ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว งดทำงานหนักหรือยืนนาน ๆ และที่สำคัญคือเรื่องอาหารการกิน ควรลดอาหารรสเค็มจัด อาหารหมักดอง และอาหารสำเร็จรูปที่มีโซเดียมสูง เพราะโซเดียมจะทำให้ตัวบวมและความดันพุ่งสูงขึ้น เน้นรับประทานโปรตีน ผักผลไม้ และดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ

การใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์

คุณแม่ที่มีความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ในระดับที่อันตราย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดความดันโลหิต หรือยาป้องกันการชัก เพื่อช่วยประคับประคองความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย เพื่อยื้ออายุครรภ์ให้ได้นานที่สุดเท่าที่ความปลอดภัยจะเอื้ออำนวย

การตรวจวัดความดันสม่ำเสมอด้วย

การไปพบแพทย์ตามนัดเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่สิ่งที่เราควรทำเพิ่มเติมคือการมีเครื่องวัดความดันพกพาติดบ้านไว้ เพื่อตรวจเช็กค่าความดันด้วยตัวเองทุกวันในช่วงเช้าและเย็น การจดบันทึกค่าความดันจะช่วยให้แพทย์ประเมินแนวโน้มของโรคได้แม่นยำยิ่งขึ้น หากพบค่าที่สูงผิดปกติ เราจะได้ไหวตัวทันและไปโรงพยาบาลก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายขึ้น

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์กำลังมองหาตัวช่วยที่ไว้ใจได้ เราขอแนะนำเครื่องวัดความดัน SAMH ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายด้วยระบบดิจิตอลอัตโนมัติ น้ำหนักเบา พกพาไปได้ทุกที่ ตอบโจทย์การดูแลตัวเองของคุณแม่ยุคใหม่ด้วยฟังก์ชันที่ช่วยให้การวัดค่าความดันโลหิตมีความแม่นยำและอุ่นใจยิ่งกว่าเดิม

สรุป

ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ คือภัยเงียบที่อาจกลายเป็นอันตรายหากไม่มีการดูแลที่ดี การหมั่นสังเกตอาการผิดปกติอย่างตาพร่ามัว จุกแน่นลิ้นปี่ หรือตัวบวม และการตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราและลูกน้อยปลอดภัย แม้ภาวะความดันสูงขณะตั้งครรภ์จะฟังดูน่ากลัว แต่หากเรามีความรู้ เข้าใจสาเหตุ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เราก็จะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้และได้อุ้มลูกน้อยอย่างสมบูรณ์แข็งแรงในที่สุด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ความดันสูงขณะตั้งครรภ์จะหายเองหลังคลอดหรือไม่?

โดยทั่วไปความดันสูงขณะตั้งครรภ์ ชนิด Gestational Hypertension จะหายไปเองภายใน 12 สัปดาห์หลังคลอด แต่หากเกินระยะเวลานี้แล้วความดันยังสูงอยู่ จะถูกจัดว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ต้องรักษาต่อเนื่อง

คุณแม่ที่มีความดันสูงสามารถคลอดธรรมชาติได้ไหม?

สามารถคลอดธรรมชาติได้ หากระดับความดันโลหิตสูงไม่รุนแรงและไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ แต่หากอาการรุนแรงหรือปากมดลูกไม่เปิด แพทย์มักแนะนำให้ผ่าตัดคลอดเพื่อความปลอดภัยและลดความเครียดต่อร่างกายแม่

การกินเค็มมีผลต่อความดันสูงในช่วงท้องแค่ไหม?

การบริโภคโซเดียมเยอะ ๆ ทั้งเกลือ น้ำปลา และผงชูรสมากเกินไป มีผลทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ ส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำและกระตุ้นให้อาการความดันสูงแย่ลง เราจึงควรงดเค็มอย่างเคร่งครัด

หากครรภ์แรกมีความดันสูง ครรภ์ถัดไปจะมีโอกาสเป็นซ้ำหรือไม่?

มีโอกาสเป็นซ้ำสูง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงเดิม เช่น อ้วน หรือมีโรคประจำตัว ดังนั้นหากเราเคยมีประวัติ ความดันโลหิตสูงในท้องแรก ท้องถัดไปต้องแจ้งแพทย์ทันทีเพื่อรับการดูแลเป็นพิเศษตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์